รูปกบน้อย+เพื่อนๆ

วันอาทิตย์ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2554

4+8(+ฯลฯ) = “สิมิลัน”เกาะสวรรค์อันสุดสวย

ที่มา : http://www.manager.co.th/
โดย : ปิ่น บุตรี

    

หาดทราย และหินเรือใบอันโดดเด่นแห่งเกาะแปด
       “พี่ มีทะเลที่ไหนแนะนำบ้าง หนูว่าจะลาพักร้อนไปเที่ยวช่วงเมษานี้” น้องคนหนึ่งถามผมมา
    
       “สิมิลัน” ผมตอบเธอในทันทีอย่างไม่เวิ่นเว้อลังเล
    
       เพราะสำหรับผมแล้ว สิมิลันคือเกาะสวรรค์ในดวงใจที่ไปเที่ยวกี่ทีก็ไม่มีเบื่อเลยสักครั้ง...
    
       1…
    
       ในบรรดาหมู่เกาะ ทะเลไทยสวยๆงามๆทั้งหลาย ผมยกให้“หมู่เกาะสิมิลัน” แห่งทะเลอันดามัน จ.พังงา มาเป็นอันดับหนึ่ง เพราะนอกจากหมู่เกาะแห่งนี้จะงดงามปานแดนสวรรค์แล้ว ผมยังมีความทรงจำดีๆที่หมู่เกาะแห่งนี้มากมาย โดยเฉพาะในการเยือนสิมิลันครั้งแรกสมัยเป็นนักศึกษา ซึ่งเป็นยุคที่ผมมักจะเป็นโรค “ไม่มีตังค์แต่ดันทุรังอยากเที่ยว” และนั่นก็ทำให้ผมและเพื่อนๆรวม 6 คน ดันทุรังไปเที่ยวสิมิลันแบบซำเหมาไปตายเอาดาบหน้า มีเงินแค่จ่ายค่าเรือเที่ยวเกาะเฉพาะขาไป แต่ขากลับไม่มีสตางค์พอจ่ายค่าเรือแบบครบคน(เนื่องจากช่วงขาไปถูกโกง) จำเป็นต้อง(หน้าด้าน)ขออาศัยเรือของคนอื่นกลับมาแบบขอจ่ายเงินทั้งหมดเท่าที่มีติดตัวทุกคนอยู่รวมแล้วประมาณ 3 พันบาท
    
       แต่ประทานโทษ!!! ทริปนี้ผลสุดท้ายกลับกลายเป็นพวกผมสามารถโบก(ขออาศัย)“เรือรบหลวงสิมิลัน” เดินทางกลับขึ้นฝั่งที่ภูเก็ต(ฟรี)ได้อย่างเหลือเชื่อและสุดแสนประทับใจในน้ำมิตรไมตรีที่เหล่าพี่ทหารเรือหยิบยื่นให้
    
       เรื่องนี้เวลาเล่าให้ใครฟัง มีทั้งคนที่ไม่เชื่อและคนที่อิจฉา

                       

 นั่นเป็นเรื่องราวเมื่อเกือบ 20 ปีที่แล้ว ซึ่งการกลับไปเยือนสิมิลันหนหลังสุดนั้น แม้ความประทับใจที่ประสบพบเจอจะเทียบไม่ได้กับความทรงจำอันแสนเหลือเชื่อในครั้งแรก แต่สิ่งที่ดูแล้วแทบไม่แตกต่างไปจากอดีตก็คือ หมู่เกาะแห่งนี้ยังดูงดงามและบริสุทธิ์ไม่สร่างซา สมกับเป็นหมู่เกาะในดวงใจที่แม้นานๆจะได้มีโอกาสไปเยือนสักหน แต่ในทุกครั้งที่ไปเยือน ความงามบวกกับบรรยากาศที่พานพบและผูกพัน ต่างไม่เคยสร้างความผิดหวังให้เลยสักครั้ง
    
       2...
    
       จากข้อมูลทั่วไประบุว่า คำว่า"สิมิลัน"เป็นภาษายาวีหมายถึง เกาะทั้ง 9
    
       เดิมหมู่เกาะสิมิลันประกอบด้วยเกาะ 9 เกาะ คือ เกาะหนึ่ง(หูหยง) เกาะสอง(ปายัง) เกาะสาม(ปาหยัน) เกาะสี่(เมียง) เกาะห้า เกาะหก(ปายู) เกาะเจ็ด(หินปูซาร์) เกาะแปด(สิมิลัน) และเกาะเก้า(บางู)
                          

กระทั่งเมื่อไม่นานมานี้ทางกรมอุทยานฯได้ผนวกรวมเกาะตาชัยและเกาะบอนที่อยู่ในน่านน้ำละแวกเดียวกันเพิ่มเข้าไปอีก 2 เกาะ ทำให้หมู่เกาะสิมิลันปัจจุบันมี 11 เกาะด้วยกัน
    
       สำหรับผู้ที่มาเที่ยวสิมิลันและพักค้าง ทางอุทยานฯเขามีที่พักจัดไว้ให้บนเกาะเมียงหรือเกาะสี่ทั้งบ้านพักและที่กางเต็นท์แบบจำกัดจำนวนนักท่องเที่ยว
    
       เกาะสี่ เป็นเกาะใหญ่อันดับสองของหมู่เกาะสิมิลันนอกจากมีที่พักแล้ว ยังเป็นเกาะที่มีแหล่งน้ำจืดค่อนข้างสมบูรณ์ เป็นเกาะที่ตั้งของที่ทำการอุทยานฯสิมิลัน-ศูนย์บริการนักท่องเที่ยว อีกทั้งยังเป็นแหล่งรวมสิ่งอำนวยความสะดวกอื่นๆตามความเหมาะสมกับสภาพการอยู่เกาะที่ไกลจากแผ่นดินใหญ่อยู่มากโขร่วม 70 กม.

                        
 นอกจากเป็นเกาะที่พักแล้ว เกาะสี่ยังเป็นเกาะท่องเที่ยวที่น่าสัมผัสไปด้วยทรัพยากรอันหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น "หาดหน้า" ที่น่าเดินไปด้วยผืนทรายขาวละเอียดย่ำแน่นนุ่มเท้า น่าเล่นน้ำไปด้วยท้องน้ำที่ใสแจ๋วแหววมองเห็นปลาแหวกว่าย มีแนวปะการังกระจายอยู่เป็นหย่อมๆ ครั้งหนึ่งผมเคยเจอเจ้าปลาไหลเมอเร่ย์ว่ายมาทักทาย แม้เพียงแค่มาดำสน็อกเกิ้ลเล่นเท่านั้น ส่วนในการไปเที่ยวครั้งที่ผ่านมา ผมได้พบกับเจ้าเต่าทะเลตัวย่อมออกมาโชว์ตัวแหวกว่ายเล่นน้ำแบบแสนเชื่องกระไรปานนั้น
    
       จากหาดหน้าหากเดินตัดป่าไปอีกฟากหนึ่งของเกาะสี่ จะเป็น“หาดเล็ก”ที่แม้ขนาดและความงามอาจจะเป็นรองหาดหน้า แต่ว่าก็ได้เปรียบในเรื่องของความสงบเป็นส่วนตัวเข้ามาทดแทน
                                                                


 เสน่ห์ของเกาะสี่ยังไม่หมดแค่นี้ ที่นี่ยังมีจุดชมวิวลานข้าหลวงให้ขึ้นไปชมทิวทัศน์อันสวยงามกว้างไกล ส่วนยามเย็นก็ไม่ควรพลาดการเดินเลียบป่าขึ้นไปชมอาทิตย์อัสดงกลางอันดามัน ซึ่งขึ้นโชควาสนาของแต่ละคนว่าในวันที่ไปจะเห็นพระอาทิตย์ดวงกลมโตตกน้ำทะเลป๋อมแป๋มอย่างสวยงาม หรือเจอฟ้าปิดปกคลุมม่านเมฆหนาทึบ ชนิดที่ทำเอาหลายคนที่ตั้งใจเดินมารอชมบ่นอุบ

บนเกาะสี่ยังมีสัตว์ประจำถิ่นอย่าง “นกชาปีไหน” ตัวสีเขียวอมน้ำเงินมาเดินเล่นกระดุ๊ก กระดุ๊ก ให้พบเห็นอยู่เป็นประจำ รวมถึงมีอันซีนไทยแลนด์อย่าง ”ปู่ไก่”ปูตัวโตสีสันสวยงามร้องเสียงคล้ายไก่ออกมาปรากฏโฉมอย่างคึกคักเป็นจำนวนมากเมื่อย่ำยามราตรีมาเยือน ในบริเวณผืนป่าห่างจากที่ทำการอุทยานฯไปไม่เท่าไหร่ ซึ่งพวกมันจะพร้อมใจกันออกจากรู(บ้านของมัน)มาหากิน และเปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวไปซุ่มส่องดูมันใช้ชีวิตกันแบบใครตาดีได้ ตาร้ายอด

                        

 3…
    
       “สิมิลัน” ไม่เพียงเป็นชื่อของหมู่เกาะที่หมายถึงเกาะทั้ง 9 เท่านั้น หากแต่ยังเป็นชื่อเกาะที่ใหญ่ที่สุดสำคัญที่สุด และโดดเด่นที่สุดในหมู่เกาะแห่งนี้ นั่นก็คือเกาะสิมิลันหรือเกาะแปดอันลือลั่น
    
       เกาะแปด เป็นเกาะบังคับที่ใครเมื่อมาเที่ยวหมู่เกาะสิมิลันแล้วหากไม่ได้ไปสัมผัสน้ำทะเลเกาะแปดก็เหมือนกับว่ายังมาไม่ถึงสิมิลัน
    
       บนเกาะแปดชวนเพริศแพร้วไปด้วยธรรมชาติอันสวยงามพิสุทธิ์ ที่บริเวณหน้าเกาะมีหาดทรายละเอียดขาวเนียนราวกับแป้งผัดหน้าสาว ซึ่งหากว่าทรายที่นี่สามารถผัดหน้าสาวได้สวยแจ่มจริงป่านนี้ทรายที่นี่คงถูกลักขโมยไปหมดเกลี้ยงแล้ว

                        

 หาดทรายเกาะแปดมีลักษณะเป็นหาดกว้างและโค้งยาวคล้ายเกือกม้า มีน้ำทะเลใสแจ๋ว ยามต้องแสงแดดจะส่องประกายระยิบพริบพราย ส่วนรอบๆบริเวณนั้นก็สมบูรณ์ไปด้วยกองหิน แนวปะการัง และปลาสวยๆงามๆมากมาย และที่นี่ในการไปเที่ยวหนล่าสุดผมก็ได้พบกับเจ้าเต่าทะเลอีกแล้วครับทั่น แถมยังแหวกว่ายเล่นน้ำทะเลให้ชมกันถึง 2 ตัวเลยทีเดียว
    
       ความโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์อีกประการของเกาะแปดก็คือ ธรรมชาติได้สร้างสรรค์ให้เกาะแห่งนี้มีหินรูปร่างประหลาดเป็นดังประติมากรรมธรรมชาติปรากฏอยู่ทั่วไป โดยมีหินรูปร่างแปลกๆไม่มีชื่อเป็นหินพระอันดับ และมีหินพระรองเป็น "หินรองเท้าบู้ท"หรือ"หินโดนัลท์ดัก" ที่ตั้งตระหง่านโชว์ความมหัศจรรย์ของธรรมชาติอยู่ทางด้านทิศเหนือของเกาะ ส่วนหินพระเอกของเกาะนั้นก็คือ“หินเรือใบ”ที่ถือเป็นไฮไลท์ประจำเกาะและเป็นดังสัญลักษณ์ของหมู่เกาะแห่งนี้

                      

หินเรือใบ เป็นหินก้อนโตลักษณะคล้ายหมวกใบใหญ่ตั้งตระหง่านอยู่บนผาหินริมหาดแบบชวนทึ่ง เพราะมันดูเหมือนจะตกแต่ไม่ตก จนหลายๆคนอดสงสัยไม่ได้ว่ามันตั้งอยู่ได้อย่างไร
    
       บนที่ตั้งหินเรือใบ ถือเป็นจุดชมวิวสำคัญแห่งสิมิลัน ใครที่ไปเยือนเกาะนี้แล้วพอมีกำลังวังชา ไม่ควรพลาดการเดินลุยผาหินขึ้นไปบนจุดชมวิวหินเรือใบด้วยประการทั้งปวง ซึ่งเมื่อผมลงทุนลงแรงปีนป่ายอย่างสมบุกสมบันขึ้นไปถึงบนนั้นเป็นที่เรียบร้อย บรรยากาศที่พานพบมันทำให้ความเหน็ดเหนื่อยที่เดินลุยขึ้นมาหายเป็นปลิดทิ้ง
    
       บนจุดชมวิวหินเรือใบนอกจากมีสายลมลมเย็นๆพัดพลิ้วปะทะร่างกายคลายร้อนให้ชุ่มชื่นชูใจแล้ว วิวทิวทัศน์บนนี้ยังน่าตื่นตาตื่นใจ ดูสวยงามไปด้วยหาดยาวขาวเนียนทอดตัวโค้งรับไปกับท้องทะเลกว้างไกล อีกทั้งยังสามารถมองเห็นถึงความแตกต่างของสีน้ำทะเลช่วงตื้นกับช่วงลึกอย่างชัดเจน ช่วงน้ำลึกไกลชายฝั่งออกไปน้ำทะเลจะเป็นสีน้ำเงินเข้ม ครั้นพอถึงช่วงใกล้ชายฝั่งสีน้ำทะเลจะไล่โทนเข้ามาเป็นน้ำเงินอ่อน ฟ้า ไปจนถึงเขียวอมฟ้าจางๆในช่วงน้ำตื้น
    
       นับเป็นความงามที่ธรรมชาติบรรจงสรรค์สร้างให้ชนิดที่ไม่มีจิตรกรเอกคนใดในจักรวาลสร้างสรรค์ได้

                   

  4…
    
       “พี่ มีทะเลที่ไหนแนะนำบ้าง หนูว่าจะลาพักร้อนไปเที่ยวช่วงเมษานี้” น้องคนหนึ่งถามผมมา
    
       “สิมิลัน” ผมตอบเธอในทันทีอย่างไม่เวิ่นเว้อลังเล
    
       เพราะสำหรับผมแล้ว สิมิลันคือเกาะสวรรค์ในดวงใจที่ไปเที่ยวกี่ทีก็ไม่มีเบื่อเลยสักครั้ง...
    
       ...เพียงแต่ว่าต้องไปให้ถูกช่วง ถูกจังหวะเวลา และที่สำคัญยิ่งก็คือ ควรไปกับแฟนหรือไปกับเพื่อนรู้ใจเป็นดีที่สุด
    
       ซึ่งหลังจากนั้นอีกไม่กี่วัน น้องคนนั้นก็จองแพ็คเกจไปเที่ยวสิมิลันเป็นที่เรียบร้อยโรงเรียนอันดามัน

"เอาบทความท่องเที่ยวมาฝาก  เห็นแล้วก็เกิดอยากไปเที่ยวขึ้นมา  ดีเหมือนกันเนอะหลังจากติดตามข่าวที่เครียดๆเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจ  ก็ลองไปเที่ยวพักผ่อนตามสถานที่ท่องเที่ยวในบทความกันดูนะคะ"

"ปะการังฟอกขาว" สร้างโอกาสจากวิกฤตเพื่อท้องทะเลไทย

                                     

  “ปะการัง...ปะการัง...งามล้ำค่า ช่วยกันรักษา...
       เจ้าไข่มุกเอเซีย ต้องเสียหาย
       โอ้ปักษ์ใต้บ้านเรา นั้นแย่แล้ว
       ใต้ทะเลไม่เหลือ ไม่เห็นแนว
       พังระเบิดเป็นแถว ปะการัง...”
      
       เพลง“ปะการัง” ของวง“ซูซู” ดูจะเข้ากับบรรรยากาศของสภาพปะการังในบ้านเราช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมาไม่น้อยเลย เพียงแต่ว่างานนี้เปลี่ยนบริบทจากการถูกระเบิดทำลายกลายมาเป็น วิกฤตการณ์ “ปะการังฟอกขาว”แทน
      
       ปะการังฟอกขาว ใครทำ???
      
       ปะการังฟอกขาว เกิดจาก“สาหร่ายซูแซนเทลลี่”ที่อาศัยอยู่ภายในเนื้อเยื่อปะการังซึ่งทำหน้าที่สร้างสีสันและสังเคราะห์แสงให้พลังงาน แยกตัวออกมา ทำให้ตัวปะการังสีซีดลงกลายเป็นเนื้อเยื่อใสๆคล้ายวุ้นคลุมส่วนโครงสร้างที่เป็นหินปูน มองเห็นเป็นสีขาว เทา หรือน้ำตาล
      
       สาเหตุหลักในการเกิดปะการังฟอกขาวมาจากอุณหภูมิของน้ำทะเลสูงขึ้นเกินกว่าปกติ ซึ่งโดยปกติอุณหภูมิของน้ำทะเลจะอยู่ที่ 28-29 องศาเซลเซียส แต่ถ้าอุณหภูมิน้ำทะเลเกิดสูงเกิน 30.1 องศาเซลเซียส เป็นระยะเวลาเกิน 3 สัปดาห์ขึ้นไป ปะการังจะปรับทำตัวให้เกิดปะการังฟอกขาวขึ้นมา
      
       ในอดีตปะการังฟอกขาวตามธรรมชาติจะสัมพันธ์กับปรากฏการณ์เอลนีโญที่เกิดการเปลี่ยนแปลงของกระแสน้ำในมหาสมุทร ครั้นเอลนีโญผ่านพ้นไปปะการังก็จะใช้เวลาพักฟื้นแล้วกลับมามีสีสันสวยงามอีกครั้ง โดยบ้านเราในช่วงปี พ.ศ. 2540-41 ก็เคยเกิดปะการังฟอกขาวที่ค่อนข้างรุนแรงเหมือนกัน แต่นั่นยังไม่เท่ากับการเกิดปะการังฟอกขาวในปัจจุบันที่เป็นข่าวฮือฮาในทุกวันนี้
      
       ปะการังฟอกขาวหนนี้ไม่ได้เกิดเฉพาะในเมืองไทยเท่านั้น หากแต่เกิดขึ้นไปทั่วแถบภูมิภาคมหาสมุทรอินเดีย ทั้งอินเดีย ศรีลังกา มัลดีฟ ซีเชลส์ พม่า มาเลเซีย อินโดนีเซีย
      
       ส่วนที่เกิดบ้านเรานั้นถือว่าถือว่ารุนแรงที่สุดในประวัติการณ์ เป็นวิกฤตปะการังฟอกขาวที่มีมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2553 ขยายต่อเนื่องมาจนถึงทุกวันนี้ ถ้าไม่หาทางป้องกันเยียวยาให้ดี ผลที่เกิดขึ้นตามมาคือ มันไม่ได้เกิดเฉพาะแค่ปะการังตายเท่านั้น หากแต่มันกระทบต่อเนื่องเป็นลูกโซ่ ทั้งทำให้จำนวนปลาลดลง ส่งผลต่อไปยังเรื่องของการประมง แหล่งอาหารทางทะเลของมนุษย์ การท่องเที่ยว การกัดเซาะชายฝั่ง รวมไปถึงการเปลี่ยนแปลงของระบบนิเวศทางทะเลด้วย
      
       สำหรับการเกิดวิกฤตปะการังฟอกขาวครั้งนี้ ทั้งนักวิทยาศาสตร์ นักวิชาการ ผู้รู้ ต่างออกมาให้ความเห็นในทำนองเดียวกันว่า
      
       ...การเกิดปะการังฟอกขาวในครั้งนี้ เกิดจากเอลนีโญที่มาจากสภาวะโลกร้อนเป็นหลัก...
      
       แล้วสภาวะโลกร้อนที่เกิดขึ้นก็ไม่ใช่ใครที่ไหนทำ หากแต่มาจากน้ำมือมนุษย์เรานั่นเอง
      
       ปะการังฟอกขาวย้อนคืนสู่มนุษย์
      
       ช่วงปะการังฟอกขาวเริ่มเป็นข่าวดัง ผมกำลังเริงร่าล่องใต้ทัวร์มาราธอนตามหมู่เกาะท้องทะเลในอุทยานแห่งชาติหาดเจ้าไหม หมู่เกาะเภตรา และหมู่เกาะตะรุเตา แห่งท้องทะเลอันดามันระหว่างทะเลตรังกับทะเลสตูลอยู่พอดี
      
       ครั้นพอกลับขึ้นมากรุงเทพฯมีหลายคนคนถามว่า “ทะเลอันดามันไปเที่ยวได้หรือ เห็นข่าวออกมาว่าเขาปิดอุทยานฯหลายที่หนิ”
      
       เอ้า...กลายเป็นเรื่องปิดอุทยานแห่งชาติทางทะเลหลายแห่งไปเสียฉิบ ทั้งที่ความจริงอุทยานฯทางทะเลยังเที่ยวได้ตามปกติ เพียงแต่ว่าทางกรมอุทยานฯเขาประกาศ “งดกิจกรรมดำน้ำบางจุด”หรือพูดง่ายๆว่า“ปิดพื้นที่ดำน้ำบางจุด”ในอุทยานฯทางทะเลบางแห่ง ย้ำนะครับว่า“ปิดพื้นที่ดำน้ำบางจุด” ไม่ได้ปิดอุทยานฯ ห้ามคนเข้าไปเที่ยวแต่อย่างใด นอกจากนี้กิจกรรมทางทะเลทั่วไป เช่น เล่นน้ำชายฝั่ง เดินชายหาด ชมทิวทัศน์ ท่องราตรี(ในบางพื้นที่) หรือดำน้ำในจุดที่อนุญาตไม่ใช่จุดต้องห้าม ก็ยังคงสามารถทำได้ตามปกติ
      
       โดยอุทยานฯที่ทำการปิดพื้นที่ดำน้ำบางจุด ณ เวลานี้ มี 7 อุทยานฯด้วยกัน ได้แก่ 1. อุทยานแห่งชาติหาดเจ้าไหม จ.ตรัง บริเวณเกาะเชือก 2. อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะเภตรา จ.สตูล บริเวณเกาะบุโหลนไม้ไผ่ เกาะบุโหลนรังผึ้ง 3. อุทยานแห่งชาติตะรุเตา จ.สตูล บริเวณเกาะตะเกียง เกาะหินงาม เกาะราวี หาดทรายขาว เกาะดง
      
       4. อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะชุมพร บริเวณเกาะมะพร้าว 5. อุทยานแห่งชาติหาดนพรัตน์ธารา-หมู่เกาะพีพี บริเวณแนวปะการังบริเวณหินกลาง 6. อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสุรินทร์ จ.พังงา บริเวณอ่าวสุเทพ อ่าวไม้งาม เกาะสตอร์ค หินกอง อ่าวผักกาด และแนวปะการังหน้าที่ทำการอุทยาน 7. อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสิมิลัน จ.พังงา บริเวณอ่าวไฟแว๊ป และอีส ออฟ อีเด็น
      
       อย่างไรก็ดีการเลือกปิดพื้นที่ดำน้ำบางจุดของกรมอุทยานฯ วัตถุประสงค์เท่าที่ผมจับจากข่าวก็เพื่อไม่ให้คน(นักท่องเที่ยว)เข้าไปซ้ำเติมเหตุการณ์ให้มันเสื่อมเร็วและแย่ลงมากขึ้น เพราะหากเป็นปรากฏการณ์ปะการังฟอกขาวตามธรรมชาติปกตินั้นมันสามารถฟื้นตัวได้ อย่างเร็วอาจแค่ 1 ปี อย่างช้าอาจถึง 5 ปี
      
       แต่กลับวิกฤตปะการังฟอกขาวครั้งนี้ยังไม่มีใครสรุปได้ว่าจะใช้เวลาฟื้นตัวแค่ไหน ยิ่งถ้าไม่หาทางป้องกันเยียวยาให้ดี ผลที่เกิดขึ้นตามมา มันไม่ได้เกิดเฉพาะแค่ปะการังตายจำนวนมากเท่านั้น หากแต่มันส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงของระบบนิเวศทางทะเล และเกิดผลกระทบอื่นตามมา ทั้งทำให้จำนวนปลาลดลง แหล่งอาหารทางทะเลของมนุษย์ร่อยหรอ และส่งผลต่อไปยังเรื่องของการประมง การท่องเที่ยว ปัญหาการกัดเซาะชายฝั่ง
      
       เรียกว่าเมื่อมนุษย์เป็นตัวเอี่ยวสำคัญในการก่อวิกฤต ผลเอี่ยวจากการกระทำมันก็ย้อนศรกลับมากระทบต่อมนุษย์เราแบบไม่มีทางหลีกเลี่ยง
      
       สร้างโอกาสจากวิกฤต
      
       แม้วิกฤตปะการังฟอกขาวที่เกิดขึ้นจะอยู่ในขั้นรุนแรง แต่เราไม่ควรตื่นตระหนกจนเกิดเหตุ หากแต่ควรตื่นตัวต่อสภาวะโลกร้อนและปัญหาสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้น เพราะปัญหาทะเลไทยที่ผ่านมามาได้มีเฉพาะเรื่องปะการังฟอกขาวเท่านั้น แต่มันมีมากมาย ไม่ว่าจะเป็น การกัดเซาะชายฝั่ง การจับสัตว์น้ำแบบเกินพอดี การระเบิดปลา ทำลายปะการัง การลักลอบนำปะการังไปขาย การทำอวนลาก อวนรุน การพัฒนาเมือง พัฒนาทางวัตถุโดยไม่คำนึงถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และ ฯลฯ
      
       ในขณะที่ถ้าโฟกัสให้แคบลงมาเฉพาะในมิติของการท่องเที่ยว ที่ผ่านมาท้องทะเลไทยเราได้รับผลกระทบจากภาคการท่องเที่ยวไม่น้อยเหมือนกัน ทั้งจาก นายทุนบุกรุกท้องทะเลสร้างรีสอร์ท โรงแรม การปล่อยน้ำเสีย ขยะ ตะกอน ของผู้ประกอบการลงสู่ทะเล การมักง่ายทิ้งขยะลงทะเลของนักท่องเที่ยว นักท่องเที่ยวดำน้ำตื้นไปเหยียบยืนทำลายปะการังจนตายทั้งพวกที่รู้เท่าไม่ถึงการณ์และพวกที่ตั้งใจ เรือนำเที่ยวทิ้งของเสียลงทะเล หรือแม้กระทั่งการรับใต้โต๊ะของเจ้าหน้าที่อุทยานฯบางคนดังที่ปรากฏเป็นข่าว
      
       ซึ่งจากเหตุการณ์ครั้งนี้นอกจากการปิดพื้นที่ดำน้ำบางจุดแล้ว ผู้เกี่ยวข้องควรให้ข้อมูลกับนักท่องเที่ยวในเรื่องปะการังฟอกขาว สร้างจิตสำนึกการท่องเที่ยวอย่างถูกวิธีที่แม้จะต้องพูดแล้วพูดอีกพูดซ้ำพูดซากก็คงต้องทำกันต่อไป เพราะหากนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ยังคงเที่ยวกันแบบไร้สำนึก ทิ้งขยะ ของเสียลงทะเล ขโมยเก็บทรัพยากรนำกลับมา ไปเหยียบยืนบนปะการัง ไม่ว่าปะการังฟอกขาวหรือปะการังดีมันก็ถูกทำลายไม่ต่างกัน
      
       และภาครัฐ นับแต่นี้ไปคงต้องเอาจริงเอาจังต่อการปฏิบัติหน้าที่กันเสียที ผู้ประกอบการคนใดไม่ปฏิบัติตามกฎหมายของอุทยานฯ หากถูกจับได้ ต้องจัดการให้เด็ดขาด อย่าให้เอาเยี่ยงอย่าง เจ้าหน้าที่คนไหนทุจริตคอร์รัปชั่นต้องไล่ออกอย่าให้เป็นเยี่ยงอย่าง นายทุนคนไหนรุกล้ำที่ทั้งทางบกทางทะเลต้องอย่าปล่อยไว้ แม้หลายคนจะใหญ่มากเป็น“ตอยักษ์”ไม่สามารถจัดการได้ก็ต้องหาลู่ทางทำให้สื่อ ให้สังคมรับรู้ เพื่อสกัดยับยั้งไม่ให้เชื้อชั่วขยายผล
      
       ส่วนทางด้านผู้ประกอบการท่องเที่ยวก็ต้องไม่ทำมาหากินแบบละโมบ แต่เน้นที่ความยั่งยืนแทน และต้องให้ความร่วมมือปฏิบัติตามกฎหมาย ข้อบังคับต่างๆ รวมถึงช่วยดูและตักเตือนนักท่องเที่ยวที่รู้เท่าไม่ถึงการณ์หลงทำผิดไปบ้าง
      
       นอกจากนี้อีกเรื่องหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กันก็คือเรื่องของการบริหารจัดการการท่องเที่ยว การการจำกัดจำนวนนักท่องเที่ยวพักค้างบนอุทยานฯ จำกัดจำนวนคนดำน้ำในพื้นที่สุ่มเสี่ยงหลายจุด เป็นต้น
      
       สำหรับเรื่องเหล่านี้แม้อาจดูฝันเฟื่อง เป็นอุดมคติ แต่อย่างน้อยการที่พวกเราโดยเฉพาะผู้เกี่ยวข้องได้ทำอะไรบ้างในทางที่ช่วยให้ดีขึ้น
      
       มันย่อมดีกว่าการไม่ทำอะไรเลย

โดย : ปิ่น บุตรี
ที่มา : www.manager.co.th/

หลายคำถามกับปะการังฟอกขาว (1)

                           


เหตุการณ์ปิดจุดดำน้ำในเขตอุทยานอันเนื่องมาจากผลกระทบของปะการังฟอกขาว ทำให้เกิดเสียงฮือฮาในสังคม มีคำถามมากมายเกิดขึ้นเกี่ยวกับท้องทะเลไทย ด้วยเหตุนี้ ผมจึงขอคั่นจังหวะการไปฝรั่งเศสไว้หนึ่งตอน เพื่อบอกเล่าแนวคิดของผมเกี่ยวกับคำถามเหล่านี้ครับ
       
       ปะการังฟอกขาวเพิ่งเกิดเหรอ ? - หากใครติดตามข่าวสารเกี่ยวกับทะเลไทย อาจจำได้ว่าเราเคยมีข่าวเกี่ยวกับปะการังฟอกขาวเมื่อกลางปี 2553 แต่ถ้านับข้อมูลที่รายงานโดยนักวิทยาศาสตร์ทางทะเล เราทราบเหตุการณ์มาตั้งแต่ต้นปีก่อน และเริ่มพยายามหาทางรวบรวมข้อมูลเรื่อยมา เช่น ภาควิชาวิทยาศาสตร์ทางทะเล คณะประมง ม.เกษตรศาสตร์ ได้ลงพื้นที่ต่าง ๆ รวมถึงการศึกษาวิจัยใน “โครงการสำรวจและจัดทำข้อมูลความหลากหลายทางชีวภาพในพื้นที่วิกฤตทางความหลากหลายทางชีวภาพ (Biodiversity Hotspots) จังหวัดนครศรีธรรมราช จังหวัดพัทลุง จังหวัดสงขลา และจังหวัดสตูล” ภายใต้ความสนับสนุนของสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ทำให้เรามีโอกาสติดตามสถานการณ์ที่เกิดขึ้นกับแนวปะการังในกลุ่มจังหวัดเหล่านั้นอย่างต่อเนื่อง
       
       เหตุการณ์ปะการังฟอกขาวครั้งนี้ไม่ใช่เพิ่งเกิด แต่เกิดมาตั้งแต่ต้นปีถึงกลางปีก่อน จนสถานการณ์ผ่านพ้นไปหมดแล้ว ปัจจุบัน เรากำลังรับมือจากผลของปะการังฟอกขาวที่ทำให้เกิดปะการังตายในหลายพื้นที่ทั่วทะเลไทย มิใช่รับมือกับปรากฏการณ์ปะการังฟอกขาว
       
       แล้วทำไมเพิ่งฮือฮา ? - สำหรับสังคมแล้ว นี่อาจเป็นเรื่องเพิ่งฮืฮฮา แต่สำหรับเครือข่ายนักวิทยาศาสตร์ทางทะเล เราติดตามสถานการณ์นี้มาตลอด หากจำกันได้ ผมเขียนเรื่อง “ความตายสีขาว” ใน “ผู้จัดการ” ในเดือนพฤศจิกายน 2553 โดยบอกรายละเอียดต่าง ๆ ไว้แล้วบ้าง กลุ่มนักดำน้ำบางท่านก็ไปเห็นเหตุการณ์จริง และเป็นกระทู้ในเว็บไซต์บางแห่งมาตลอด
       
       ความหมายของ “ฮือฮา” เกิดเมื่อกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ที่ประสานกับเครือข่ายนักวิทยาศาสตร์ทางทะเล เห็นว่าสถานการณ์ไม่สู้ดี ผู้คนส่วนใหญ่ในสังคมยังไม่รับทราบปัญหา อีกทั้งฤดูการท่องเที่ยวกำลังเริ่มต้นแล้ว จึงออกมาแถลงข่าวเพื่อรายงานสถานการณ์จริงให้เป็นที่รับทราบ ตามด้วยข้อเสนอแนะในการปิดพื้นที่บางแห่งไม่ให้ท่องเที่ยว จากนั้นกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช จึงเรียกประชุมกลุ่มนักวิชาการและเจ้าหน้าที่อุทยาน เพื่อหาทางออกร่วมกัน ก่อนกลายเป็นการแถลงข่าวในภายหลัง
       
       เมื่อเทียบกับสึนามิแล้วเป็นเช่นไร ? - ภัยพิบัติตามธรรมชาติที่เกิดผลกระทบรุนแรงกับแนวปะการังไทย แยกง่าย ๆ เป็น 3 แบบ อันดับแรกคือพายุ เช่น พายุไต้ฝุ่นเกย์ทำให้ปะการังในเกาะเต่าและหมู่เกาะชุมพรแตกหักเป็นจำนวนมาก อันดับที่สองคือสึนามิ ทำให้ปะการังหลายพื้นที่ในทะเลอันดามันเกิดความเสียหาย อันดับสุดท้ายคือปะการังฟอกขาวที่เคยเกิดในทะเลไทยอย่างรุนแรงมาแล้วอย่างน้อย 2 ครั้ง เช่น ปี 2540-41
       
       ปะการังฟอกขาวเกิดผลกระทบต่างจากไต้ฝุ่นหรือสึนามิ ในสองกรณีนั้น ปะการังจะแตกหักจากความรุนแรงของคลื่นและกระแสน้ำ จุดที่ตั้งของแนวปะการังจึงเกี่ยวข้องกับผลกระทบที่เกิดขึ้น แนวปะการังในร่องน้ำหรือจุดที่คลื่นพัดผ่านย่อมเกิดผลรุนแรง แนวปะการังที่ไม่โดนคลื่นหรือโดนน้อยย่อมเกิดผลเบากว่า ผิดจากเหตุการณ์ปะการังฟอกขาวที่เกิดจากความเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิน้ำทะเลแบบผิดปรกติ น้ำร้อนไปถึงทุกที่ซึ่งมีแนวปะการัง ทำให้ผลกระทบกระจายกว้างกว่า อย่างไรก็ตาม จุดที่ตั้งของแนวปะการังอาจมีความเกี่ยวข้องอยู่บ้าง เช่น แนวปะการังบริเวณที่มวลน้ำไหลเวียนดี อาจได้รับผลกระทบน้อยกว่า แต่ไม่มากนัก
       
       ชนิดของปะการังยังเกี่ยวข้องโดยตรงกับผลกระทบที่เกิดขึ้น ปะการังเขากวาง ปะการังพุ่ม ปะการังแผ่นตั้งและแผ่นนอน จะได้รับผลกระทบมากกว่าปะการังก้อน โดยเฉพาะปะการังเขากวางที่ตายเกือบหมด อ่าวหลายแห่งที่มีปะการังเขากวางจำนวนมาก เช่น เกาะตอรินลา หมู่เกาะสุรินทร์ จะได้รับผลกระทบสูง จนเหลือปะการังที่รอดชีวิตไม่ถึง 10 เปอร์เซ็นต์ ผิดจากแนวปะการังที่มีปะการังก้อนเป็นหลัก อาจมีปะการังที่รอดชีวิตมากกว่าครึ่ง
       
       เมื่อเทียบความรุนแรงกับภัยพิบัติต่าง ๆ ที่ผ่านมา รวมทั้งเหตุการณ์ปะการังฟอกขาวในอดีต เราถือว่าครั้งนี้คือเหตุการณ์รุนแรงที่สุด เพราะเราได้รับผลกระทบในแทบทุกเกาะทั้งสองฝั่งทะเล ไม่ใช่เฉพาะแต่ในทะเลอันดามัน แม้แต่การปิดจุดดำน้ำในอุทยานฯ ยังรวมถึงบางแห่งในอ่าวไทย เช่น เกาะพร้าว อุทยานฯหมุ่เกาะชุมพร
       
       ปิดอุทยานหมายความว่าอย่างไร ? - นี่คือข้อความที่ต้องอธิบายให้กระจ่าย การปิดอุทยานแห่งชาติ หมายถึงไม่เปิดให้บริการด้านการท่องเที่ยวนันทนาการ เป็นอำนาจของอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช แต่การปิดพื้นที่ดำน้ำในอุทยานฯ เป็นอำนาจของหัวหน้าอุทยานแห่งชาติ ไม่จำเป็นต้องรออธิบดีออกคำสั่ง
       
       สถานการณ์ที่เกิดขึ้นคือการ “ปิดพื้นที่ดำน้ำ” มิใช่ “ปิดอุทยาน” เราสามารถไปหมู่เกาะสุรินทร์ สิมิลัน พีพี ฯลฯ ตามปรกติ แต่เราอาจไม่สามารถดำน้ำในบางพื้นที่ซึ่งถูกปิด ในพื้นที่เหล่านั้นจะไม่มีทุ่นจอดเรือ แต่มีทุ่นสีขาวขึงไว้กั้นแทน อุทยานฯ แต่ละแห่งยังประสานกับกลุ่มผู้ประกอบการท่องเที่ยวในพื้นที่ เพื่อแจ้งให้ทราบ
       
       ปิดแล้วช่วยได้จริงหรือ ? - คำถามนี้ไม่มีคำตอบที่แน่ชัด ในอดีตเราเคยปิดจุดดำน้ำแฟนตาซี หมู่เกาะสิมิลัน เพราะผลกระทบจากนักดำน้ำที่มีมากเกินไป หลังจากปิดมาแล้วเกือบสิบปี สภาพปะการังอ่อนและกัลปังหาฟื้นตัว อย่างไรก็ตาม ในบางพื้นที่ เช่น อ่าวแม่ยาย หมู่เกาะสุรินทร์ ได้รับผลกระทบจากปะการังฟอกขาวในปี 2538 ปะการังเขากวางตาย มีสาหร่ายเห็ดหูหนูขึ้นคลุมพื้นที่หลายตารางกิโลเมตร เราจึงปิดพื้นที่นั่นติดต่อกันจนถึงปัจจุบัน แต่ผลที่เกิดขึ้นไม่ชัดเจน สาหร่ายอาจหายไปบ้าง แต่ก็กลับมาบ้าง หากดูการฟื้นตัวของแนวปะการังเขากวางนับว่าช้ามาก
       
       การ “ปิด” จึงไม่ใช่วิธีการที่ยืนยันว่าจะได้ผล พื้นที่เปิดให้บริการบางแห่งอาจฟื้นตัวเร็วกว่าพื้นที่ปิดให้บริการ เพราะฉะนั้น การปิดพื้นที่จึงต้องกระทำควบคู่ไปกับการศึกษาวิจัย เพื่อติดตามการฟื้นตัวที่เกิดขึ้น รวมถึงหาแนวทางให้เหมาะสมในการจัดการ เพราะสำหรับธรรมชาติแล้ว เวลาเพียงหนึ่งปีหรือสิบปีน้อยนิดยิ่งนัก เมื่อเทียบกับเวลากว่า 8,000 ปีที่แนวปะการังอยู่คู่ประเทศไทย (แนวปะการังหมู่เกาะสุรินทร์เก่าแก่ที่สุด) หรือเวลา 400 ล้านปีที่ปะการังอยู่คู่โลก (ปะการังคือสัตว์โบราณที่สุดกลุ่มหนึ่งของโลก ควบคู่มากับฟองน้ำ)
       
       การปิดครั้งสำคัญเกิดขึ้นในช่วงคลื่นสึนามิ แต่ครั้งนั้นเป็นการปิดทั้งอุทยานเนื่องจากเกิดความเสียหายอย่างหนักบนแผ่นดิน รวมถึงศูนย์บริการนักท่องเที่ยว รวมถึงการปิดจุดดำน้ำในแทบทุกพื้นที่ การติดตามผลเห็นการฟื้นตัวของปะการังอย่างรวดเร็ว อย่างไรก็ตาม ครั้งนี้อาจแตกต่างกัน เพราะผลที่เกิดขึ้นจากคลื่นสึนามิคือปะการังแตกหัก สามารถงอกใหม่ได้รวดเร็ว (ยกเว้นในพื้นที่โดนตะกอนทรายทับที่ไม่สามารถฟื้นคืนได้) แต่ครั้งนี้ปะการังตาย ที่เหลือแม้จะรอดอยู่ แต่อยู่ในสภาพอ่อนแอ การฟื้นตัวจึงแตกต่างกัน ยิ่งถ้าคิดถึงสาหร่ายทะเล
       
       สาหร่ายเกี่ยวข้องอย่างไร ? - แนวปะการังไม่ได้มีเพียงปะการัง แต่ยังมีสาหร่ายหลายชนิดเป็นคู่แข่งสำคัญ สาหร่ายจะพยายามแย่งพื้นที่การลงเกาะ หากเป็นแนวปะการังในสภาพสมบูรณ์ ปะการังจะชนะสาหร่ายในเกือบทุกพื้นที่ แต่หากแนวปะการังผิดปรกติ สภาพการณ์อาจเปลี่ยนไป สาหร่ายจะชนะแนวปะการังและยึดครองพื้นที่ส่วนใหญ่ได้ ดังเช่นแนวปะการังหลายแห่งในอ่าวไทยที่เปลี่ยนไปเป็นแนวสาหร่าย กลายเป็นพื้นที่ไร้ประโยชน์ในด้านการดำน้ำ รวมถึงเป็นพื้นที่ซึ่งไม่มีความหลากหลาย ไม่สามารถเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยและอนุบาลสัตว์น้ำวัยอ่อนได้เหมือนแนวปะการัง
       
       ผมตั้งใจจะเขียนเรื่องนี้ให้ละเอียด เพื่ออธิบายให้พวกเราเข้าใจในสถานการณ์ที่เกิดขึ้น อีกทั้งยังมีแนวโน้มว่า เราอาจเผชิญกับเหตุการณ์ปะการังฟอกขาวอีกในอนาคตไม่ไกล เพราะฉะนั้น คงต้องขอต่อตอนสองในสัปดาห์หน้าครับ

ผู้แต่ง : ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์
ที่มา : http://www.manager.co.th/

วันจันทร์ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2554

โพลชี้ประชาชนไม่เห็นด้วย ขายไข่แบบเป็นกิโลกรัม



กทม.-ปริมณฑล โดยพบว่า ประชาชนไม่เห็นด้วยกับนโยบายดังกล่าวกว่าร้อยละ 66.29 ซึ่งหากเปรียบเทียบข้อดี-ข้อเสียประชาชนยังมองว่า มีข้อเสียมากกว่า

สวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต สอบถามความคิดเห็นจากประชาชนในกรุงเทพฯ และ ปริมณฑล กรณีไข่ชั่งกิโลจำนวนทั้งสิ้น 1,262 คน ระหว่างวันที่ 20-22 มกราคม 2554 พบว่า ประชาชนร้อยละ44.38 มองว่า เป็นข่าวที่ทุกคนพูดถึงและสนใจติดตาม เนื่องจากไข่เป็นส่วนประกอบสำคัญในการทำอาหารและขนม ส่วนอันดับ 2 ประชาชนร้อย 25.43 มองว่า มีทั้งข้อดี-ข้อเสียคงต้องรอดูผลจากการทดลองขายไข่ก่อน 3 เดือนว่าเป็นอย่างไร อันดับ 3 ประชาชนร้อยละ 22.78 มองว่า สร้างความยุ่งยากแก่ผู้ซื้อ และ ผู้ขาย โดยผู้เลี้ยงไก่รายใหญ่ได้รับประโยชน์มากกว่า และ อันดับสุดท้าย ร้อยละ 7.41% มองว่า เป็นอีกทางเลือกหนึ่งสำหรับผู้ซื้อ รัฐบาลยังไม่ได้มีการประกาศหรือบังคับใช้

นอกจากนี้จากการสำรวจความเห็นประชาชนต่อนโยบายดังกล่าวโดยข้อดีประชาชนร้อย ละ 47.54% มองว่า ช่วยลดขั้นตอนและค่าใช้จ่ายในการคัดแยกไข่ และ ร้อยละ 28.11% มองว่า ผู้บริโภคซื้อไข่ได้ในราคาถูกมีมาตรฐานเดียวกัน ขณะที่ร้อยละ 24.35% ได้ไข่ที่มีขนาดเล็กใหญ่คละกันไป

ส่วนข้อเสียประชาชนกว่าร้อยละ 43.31% มองว่า สร้างความยุ่งยากให้ทั้งผู้ซื้อ และผู้ขาย และ ร้อยละ 40.09% ผู้ซื้ออาจถูกพ่อค้า แม่ค้าโกงตาชั่ง ส่วนร้อยละ 16.60 มองว่า มีปัญหาในการคิดเงินกรณีไข่ไม่ถึงกิโลหรือเกินกิโล

ขณะที่เปรียบเทียบระหว่างข้อดี-ข้อเสียของการขายไข่ชั่งกิโล โดยอันดับ 1 ข้อเสียมากกว่า ประชาชนกว่าร้อยละ 56.63% เชื่อว่า ไม่สามารถแยกซื้อไข่แบบเป็นฟองได้ ,ส่งผลกระทบต่อผู้มีรายได้น้อย , ผู้ซื้ออาจถูกโกงตาชั่ง ฯลฯ ส่วนอันดับ 2 ร้อยละ 29.52 มองว่ามีข้อดี-ข้อเสียพอๆกัน เพราะเป็นนโยบายที่รัฐบาล และ กระทรวงพาณิชย์ต่างพิจารณาเห็นชอบร่วมกัน แต่ในทางปฏิบัติยังมีปัญหาอยู่ ฯลฯ และ อันดับ 3 ร้อยละ 13.85 มองว่ามีข้อดีมากกว่า เพราะช่วยลดขั้นตอนลดต้นทุนในการคัดแยกไข่ ,ซื้อไข่ได้ในราคาที่ถูกลง ,มีมาตรฐานในการขายเหมือนกันทุกพื้นที่ ฯลฯ

ส่วนประชาชนเห็นด้วยกับการขายไข่ชั่งกิโลหรือไม่ โดยอันดับ 1 ประชาชนกว่าร้อยละ 66.29 ไม่เห็นด้วย เพราะซื้อแบบเดิมดีอยู่แล้ว เป็นเรื่องที่ยุ่งยากเกินไป ควรแก้ปัญหาที่ต้นทุนการผลิตมากกว่า ฯลฯ อันดับ 2 ร้อยละ 21.65%ไม่แน่ใจ เพราะ เป็นแค่เพียงการทดลองขายเบื้องต้นยังไม่ได้บังคับใช้แต่อย่างใดยังไม่รู้ว่า ใครจะได้ประโยชน์จริง ฯลฯ และ อันดับ 3 ร้อยละ 12.06 ประชาชนเห็นด้วย เพราะ ช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายในการซื้อไข่ สร้างความเป็นธรรมให้กับผู้ซื้อและผู้ขาย ฯลฯ
 

ที่มา: ทีวีไทย

คลังชี้ 4 ปัจจัยเสี่ยงเศรษฐกิจปี 54


กรุงเทพฯ  21  ม.ค. -  นายประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า จากการประเมินปัจจัยลบที่อาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยในปีนี้มีด้วยกัน 4 ปัจจัยสำคัญ คือ ความผันผวนของเศรษฐกิจโลก และยังคงต้องจับตามองหนี้สาธารณะของกลุ่มประเทศยุโรป รองลงมา คือ ราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลต่อต้นทุนการผลิตสินค้าต่าง ๆ รวมถึงภัยธรรมชาติทั่วโลกที่เกิดบ่อยครั้งมากขึ้น และมีแนวโน้มว่าจะรุนแรงขึ้น และสถานการณ์ทางการเมืองที่ยังมีความไม่แน่นอน

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลพยายามดึงดูดแหล่งเงินลงทุนจากต่างประเทศเข้ามายังไทยด้วยการส่งเสริม ให้บริษัทข้ามชาติเข้ามาตั้งสำนักงานใหญ่ในไทย (อาร์โอเอช) และพัฒนาศูนย์กลางการจัดส่งสินค้า ซึ่งทั้ง 2 มาตรการดังกล่าวจะช่วยดึงนักลงทุนต่างชาติเข้ามาในประเทศ และจะส่งผลดีต่อเนื่องไปยังธุรกิจอื่น ๆ เช่น โรงแรม การสร้างงาน เป็นต้น

สำหรับนโยบายเกี่ยวกับรถไฟฟ้า 4 เส้นทาง รวมมูลค่า 165,000 ล้านบาทนั้น ถือว่ามีความชัดเจนมาก         จากการที่รัฐบาลจะลงทุนไม่ว่าจะเป็น รถไฟฟ้าสายม่วง เตาปูน-วังบูรพา มูลค่า 24,000 ล้านบาท สายสีชมพู ปากเกร็ด-มีนบุรี มูลค่า 42,000 ล้านบาท สายสีส้ม บางกะปิ-ตลิ่งชัน มูลค่า 40,000 ล้านบาท และสายสีเขียว หมอชิต-สะพานใหม่-แบริ่ง-สมุทรปราการ มูลค่า 59,100 ล้านบาท  ขณะเดียวกันกระทรวงการคลังได้จัดทำโครงสร้างภาษีทั้งระบบ เพื่อเตรียมเสนอให้นายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง คาดว่า      จะสรุปได้ภายใน 3-6 เดือนนี้ แต่ขณะนี้ยืนยันว่าจะยังไม่ปรับโครงสร้างภาษีใด ๆ.-สำนักข่าวไทย


ที่มา: MCOT

หุ้นไทยเกือบหลุด 1 พันจุด ปิดตลาดลบ 15 จุด ซื้อขาย 3.7 หมื่นล้าน



ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การซื้อขายในตลาดหุ้นไทยวันนี้ (21มี.ค.54) ดัชนีSETปรับลดลงตามตลาดต่างประเทศ ตลอดทั้งวัน หลังนักลงทุนกังวลกรณีทางการจีนเตรียมออกมาตรการเพื่อควบคุมไม่ให้เศรษฐกิจ ร้อนแรงเกินไป ซึ่งหนึ่งในนั้นคือการปรับขึ้นดอกเบี้ย ระหว่างชั่วโมงซื้อขายดัชนีหุ้นไทยปรับลดลงต่ำสุดที่ระดับ 1,000.96จุด  ก่อนจะปิดตลาดที่ระดับ 1,006.57 จุด ลบ 15.59 จุด หรือ 1.53% มีมูลค่าการซื้อขายทั้งสิ้น 37,546 ล้านบาท

สำหรับหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าการซื้อขายสูงสุด 5 อันดับแรกประกอบด้วย บ้านปู ปิดที่ 784.00 บาท -28.00 (-3.45%)  KBANK  ปิดที่ 116.00 บาท -7.00 (-5.69%)  ปตท.  ปิดที่ 339.00  บาท ราคาไม่เปลี่ยนแปลง  IVL  ปิดที่ 42.00 บาท  -0.75 (-1.75%)  และไทยพาณิชย์  ปิดที่ 97.50  บาท -2.25 (-2.26%)


ที่มา: ประชาชาติธุรกิจ

ธปท.ชี้บาทแข็งค่าเล็กน้อยหลัง กนง.ขึ้นดอกเบี้ย เตือนระวังความผันผวน



กรุงเทพฯ 13 ม.ค. - ธปท.ระบุเงินบาทปรับตัวแข็งค่าเล็กน้อย หลัง กนง.ขึ้นดอกเบี้ยนโยบายร้อยละ 0.25 เตือนระวังความผันผวน ขณะที่ภาคเอกชนต้องปรับตัวรับสถานการณ์ดังกล่าว

น.ส.วงษ์วธู โพธิรัชต์ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายตลาดการเงินและบริหารเงินสำรอง ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า หลังจากที่คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายร้อยละ 0.25 ค่าเงินบาทปรับตัวแข็งค่าเล็กน้อยเพียง 6-7 สตางค์ เคลื่อนไหวประมาณ 30.31-30.36 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ โดยค่าเงินบาทยังเคลื่อนไหวในลักษณะผันผวน แต่ยังเป็นทิศทางเดียวกับภูมิภาค อาจเห็นเงินบาทเคลื่อนไหวใน 2 ทิศทาง ไม่ได้เคลื่อนไหวไปทางใดทางหนึ่งเหมือนที่ผ่านมา ดังนั้น ภาคเอกชนจะต้องปรับตัวรับสถานการณ์ดังกล่าว ทั้งผู้ประกอบการส่งออกหรือนำเข้า ควรมีการบริหารความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน โดยเฉพาะในส่วนของผู้นำเข้าที่ยังมีการทำประกันความเสี่ยงน้อยมาก

“สำหรับแนวโน้มค่าเงินบาทในปีนี้ คาดว่าจะแกว่งตัวผันผวนตามเศรษฐกิจสหรัฐที่ออกมาดีเกินคาด ขณะที่ตลาดเริ่มกลับมากังวลปัญหาวิกฤติหนี้ในยุโรป ทำให้ความต้องการถือครองเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐมีมากขึ้น และทำให้ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐเมื่อเทียบกับเงินบาทมีการเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว คาดว่าค่าเงินบาทในปีนี้จะเคลื่อนไหวผันผวน ไม่มีทิศทางที่ชัดเจนเหมือนกับปีที่ผ่านมา” น.ส.วงษ์วธู กล่าว. - สำนักข่าวไทย


ที่มา: MCOT

ตลท.ร่วมยินดีเปิดตลาดหุ้นลาว



ชนิตร ชาญชัยณรงค์ ผู้ช่วยผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ฯ มอบของที่ระลึกแสดงความยินดีแก่ท่านเดดพูวัง มูลรัตน์ ประธานและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ลาว (LSX) ในพิธีเปิดการซื้อขายหลักทรัพย์อย่างเป็นทางการของตลาดหลักทรัพย์ลาว เมื่อ 11 ม.ค.54 ณ นครเวียงจันทน์ โดยที่ผ่านมาตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้ลงนาม MOU เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูล และสนับสนุนการเตรียมความพร้อม ผ่านการจัดการอบรม และเยี่ยมชมการปฎิบัติงานจริง เพื่อสร้างความเข้าใจในบทบาท และการดำเนินงานของตลาดทุน แก่คณะทำงานจัดตั้งของสปป.ลาว



ที่มา: ตลท.

ธนาคารไปรษณีย์เตรียมเปิดให้บริการเดือน มี.ค.นี้



กรุงเทพฯ 19 ม.ค. - ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้าการดำเนินการของธนาคารไปรษณีย์ว่า บริษัท ไปรษณีย์ไทย พร้อมเปิดให้บริการสินเชื่อของธนาคารไปรษณีย์เดือนมีนาคมนี้ หลังจากจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทลูกเรียบร้อยแล้ว โดยเลือกจะเปิดสินเชื่อ 10 แห่งกระจายทั่วประเทศ เช่น จังหวัดปัตตานี อุดรธานี แม่ฮ่องสอน ซึ่งธนาคารไปรษณีย์จะเลือกปล่อยสินเชื่อเฉพาะผู้ที่มีอาชีพอยู่แล้วแต่ต้อง การเงินทุน และต้องมีหลักแหล่งในภูมิลำเนา วงเงินสินเชื่อ 5,000-10,000 บาทต่อราย  เบื้องต้นปล่อยกู้ไม่เกิน 100  ราย ทั้งหมด 10 แห่ง. - สำนักข่าวไทย


ที่มา: MCOT

เพิ่มไข่ไก่เป็นสินค้าควบคุมราคา



กระทรวงพาณิชย์ สานต่อโครงการ ประชาวิวัฒน์ ด้านการดูแลค่าครองชีพของประชาชน หลังการประชุมคณะกรรมการว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กกร.) ว่าที่ประชุมมีมติให้นำสินค้าไข่ไก่และบริการรับฝากสินค้า (คลังสินค้าเอกชน) เป็นสินค้าและบริการควบคุมเพิ่มจากเดิม ที่มีสินค้าและบริการควบคุมรวม ๓๙ รายการ ทำให้สินค้าและบริการควบคุมทั้งหมดรวมเป็น ๔๑ รายการ ทั้งนี้ สินค้าไข่ไก่ที่ กกร. ออกมติเป็นสินค้าควบคุม เพื่อเป็นการรองรับนโยบายประชาวิวัฒน์ ด้านการดูแลค่าครองชีพของประชาชน โดยยังไม่กำหนดมาตรการที่จะนำมาใช้ในขณะนี้

ส่วนด้านเอกชนยังไม่กำหนดมาตรการบังคับใช้เช่นกัน แต่จัดให้เป็นสินค้าควบคุมเพื่อป้องกัน การหลีกเลี่ยงการแจ้งปริมาณจัดเก็บสินค้าต่างๆ เพราะเดิมเจ้าของคลังเป็นเพียงผู้รับฝาก ขณะที่เจ้าของสินค้าอ้างไม่ได้มีสินค้าในครอบครอง จึงไม่แจ้งปริมาณจัดเก็บ ทำให้เป็นช่องว่างหากสินค้ารายการใดมีปัญหาขาดตลาด สามารถออกมาตรการที่เหมาะสมบังคับใช้ให้เอกชน ต้องแจ้งปริมาณจัดเก็บสินค้านั้นๆ ด้วย หากไม่ดำเนินการตามจะมีความผิดฐานกักตุนสินค้าเช่นเดียวกับเจ้าของ คือ จำคุกไม่เกิน ๗ ปี ปรับไม่เกิน ๑.๔ แสนบาท

     
ข้อมูลข่าวและที่มา

ผู้สื่อข่าว : IOC   Rewriter : สุริยน ตันตราจิณ
สำนักข่าวแห่งชาติ กรมประชาสัมพันธ์